อุปจารสมาธิ#เราไม่ลืมความตาย#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#ข้าแต่พระผ...

#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป#ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์#นิพพานของพระโสดาบัน#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้นอาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตอยู่นี้ถูกอริยมรรคแหวกออกแหวกออกทำลายออกก็ล้างกิเลสล้างในพริบตาเดียวในขณะเดียววับเดียวขาดเลย#มันคล้ายๆเปิดสวิตช์ไฟปั๊บสว่างวูบเดียวความมืดหายไปเลยนะในพริบตานั้นเลยจิตถัดจากนั้นนะจะเห็นพระนิพพานอีก๒ขณะ๓ขณะเห็นไม่เท่ากันหรอกบางคนเห็น๒ขณะบางคนเห็น๓ขณะถ้าพวกอินทรีย์กล้ามากๆก็เห็น๓ขณะพวกอินทรีย์ไม่กล้ามากก็เห็น๒ขณะเพราะฉะน้นพระอริยะในภูมิเดียวกันนะระดับเดียวกันความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ความแตกฉานอะไรอย่างนี้ไม่เท่ากัน เห็นพระนิพพาน ก็รู้ว่าพระนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา นิพพานไม่เคยหายไปไหน อยู่ต่อหน้าต่อตานี้แหละ แต่โง่เอง ไม่เห็นทำไมไม่เห็น มัวแต่เห็นแต่กาม มัวแต่เห็นรูปภพ มัวแต่เห็นอรูปภพ จิตไม่รู้จักปล่อย ตรงที่เขาปล่อย เขาข้ามแล้ว เขาทิ้งแล้ว ตรงโคตรภูญาณที่จิตข้ามโคตรน่ะ ข้ามจากปุถุชน มาเป็นพระอริยะ ข้ามทิ้งตรงนี้ มันทิ้งหมดเลยนะ มันทิ้งกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ทิ้งหมดเลย ข้ามมาสู่อริยภูมิ โลกุตรภูมิ ข้ามเอง #การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด
แสดงน้อยลง
@pornpimontungmepol8144
#อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภูมินะ #จะเกิดอยู่ตรงนั้น #ไปล้างกันตรงนั้น #จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ #พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ #ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง #เพราะมันไม่แส่ส่ายออกไปที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ #ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดลงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต #เพราะงั้นสมาธินี่เต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต #ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งที่อย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิตนะ ตรงนี้แหละจิตจะไหวตัวขึ้นมาสองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร #ไม่รู้ว่าปรุงอะไร #มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร #จะเห็นแต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง #ถัดจากนั้นนะจิตจะรู้เลยมันไม่มีสาระอะไร จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว #ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้นสองสามขณะ #ความเห็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริงไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง #พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ #ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ มันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง #พอจิตดวงเก่ามันดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป #มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา #ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะ คาบลูกคาบดอก #ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน #ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน ต้องแยกให้ออก #มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ #ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิตการเข้ามรรค ไม่ยากนัก โดยเฉพาะ#โสดาปัตติมรรค จริงๆ การเข้าโสดาเป็นแค่การเริ่มประจักษ์แจ้งว่าสิ่งทั้งปวงไม่เป็นตนจริง ๆ ต้องเรียกว่าดับ#สักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิคือมีทัศนคติ หรือมีความเห็นว่า สิ่งนั้นเป็นตน สิ่งนี้เป็นตน นั่นคือสักกายทิฏฐิเป็น#เรื่องของความคิดเห็นในทัศนคติ แต่ถ้าดับความคิดเห็นตัวนี้ได้สนิทแน่นอน ไม่มีวันกำเริบอีก บรรลุธรรมแล้ว ทันทีที่#ดับได้หนึ่งตัว ดับตัวนี้ได้แน่นอน เข้ามรรค ถ้าจะเข้าผล ก็จะต้องละวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยใน#ความบริสุทธิ์ #ในพระนิพพาน #ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ #พอละความลังเลสงสัยได้ #ศรัทธาจะเต็ม ศรัทธาจะเต็มเปี่ยมมาก #พอศรัทธาเต็มเปี่ยมแล้วเอาศรัทธานี่แหละมา #calibrate #วิถีชีวิตของเราให้อยู่ในครรลองธรรม #ทันทีที่ได้สองตัวนี้ต่อเนื่องมาอีก ก็เข้าผล #เป็นโสดาปัตติผล ทีนี้ในทุกขั้นตอน #โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนแรกของการเกิดมรรค กับขั้นตอนของผล ทั้ง 3 ทั้ง 4 คือโสดา สกทา #อนาคา #อรหัตผล จะไม่ใช่เฉพาะการ transform ทางจิตใจเท่านั้น #จะมีการปรับเปลี่ยนทางร่างกายขนานใหญ่ด้วย#เมื่อเรา #transform ไปสู่มรรคก็ดี หรือ #transform ไปสู่ผลก็ดี #จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ จะมีกระบวนการ#ล้างร่างกายครั้งใหญ่ #บางคนอาจจะถ่ายออกมามาก #อย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ #มันล้างขันธ์ #บางคนอาจจะ#มีอาการเหมือนอะไรในใจมันขาด #มันขาดเหมือนกับเชือกถูกดึงให้ขาด #บางคนมีอาการระเบิดอยู่ภายใน #คือสิ่งที่เราอัดอั้นสะสมไว้ มันถูกทลายออกไป สะสมไว้เป็นอะไร #เป็นอารมณ์ เป็นตัวตน #ซึ่งมันไม่ได้มีอยู่จริงพวกนี้ เป็น#แค่เราไปยึด ๆ ยึด ๆ รวม ๆ #กันไว้มันเลยเป็นกลุ่มก้อนความรู้สึก #แล้วสิ่งเหล่านี้มันถูกระเบิดออกไป #หรือทำให้มันขาดไป #พอสิ่งเหล่านี้ขาดไป หรือสลายไป #มันก็เลยมีผลกระทบไปที่ ร่างกาย #เพราะกายนี้เป็นไปตามอำนาจใจ
แสดงน้อยลง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผู้มีร่างกายสุดท้าย#วิมุตติความหลุดพ้น

จิตอรหันต์ #ผ้าขี้ริ้วห่อทอง#การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#ท่าพระโคดม#ทางบรรลุ...